ดูพระ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๐๙. เรื่อง “วิธีเบื้องต้นในการดูพระและการทำบุญที่ถูกต้อง”
จากวิกฤติศรัทธาของชาวพุทธในพระสงฆ์ในปัจจุบันเป็นที่น่าสลดสังเวชใจ เมื่อพระสงฆ์ผู้ที่มีหน้าที่รักษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับประพฤติผิดพระธรรมวินัยเสียเอง ดังที่เห็นเป็นข่าวในปัจจุบันเยอะแยะมากมาย จนชาวพุทธบางคนถึงขนาดบอกว่าไม่อยากกราบไหว้พระสงฆ์ เพราะไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือสักแต่ว่าโกนหัวแล้วห่มผ้าเหลืองอันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ เป็นพระเก๊ที่ประพฤติผิดศีลจนถึงขั้นขาดจากความเป็นพระหรือเปล่า บางคนก็บวชเข้ามาเพียงเพื่ออาศัยผ้าเหลืองหากินจนเป็นธุรกิจ เป็นอาชีพ ไม่ต่างอะไรกับเพศฆราวาส และไม่ต่างอะไรจากกาฝากหรือเหลือบในพระพุทธศาสนา
ประเด็นที่สำคัญคือเกล้ากระผมอยากจะกราบเรียนถามหลวงพ่อคือ
๑. เราจะมีวิธีเบื้องต้นอย่างไรในการดูพระว่าท่านเป็นผู้ทรงศีลหรือเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่
๒. ทำบุญอย่างไรให้ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนา และเพื่อไม่ให้ถูกหลอกหรือตกเป็นเหยื่อของพระเก๊ พระเทียม หรือมิจฉาชีพในคราบพระ
ที่เกล้ากระผมต้องตัดสินใจถามหลวงพ่อในครั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นประโยชน์กับชาวพุทธทั่วไปที่ศรัทธายังอ่อนไหวสั่นคลอนอยู่จะได้ไม่เสียกำลังใจ จะได้มีหลักยึดหรือเผื่อจะเป็นวัคซีนได้บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนตัวเกล้ากระผมเองนั้นไม่ได้สงสัยเลยว่าในประเทศไทยยังมีพระผู้ที่ทรงศีลทรงธรรม พระผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เราได้กราบไหว้บูชาอยู่อีกเยอะแยะมากมาย
ควรมิควรแล้วแต่หลวงพ่อจะเห็นสมควรครับ
ตอบ : ฉะนั้น ความเห็นของเราๆ ถ้าความเห็นของเรา เราเห็นแล้ว พอเราเห็นแล้ว ในเรื่องของสังคมของพระไง
เพราะสังคมของพระนะ ถ้าเวลาบวชขึ้นมาแล้วมันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน เราถึงภูมิใจเวลาเราพูดกับลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหรือเพื่อนฝูงไงว่า ภูมิใจฉิบหายเลย เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แล้วเกิดมาทันหลวงตาพระมหาบัว เกิดมาทันหลวงปู่เจี๊ยะ เกิดมาทันครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เพราะอะไร เพราะว่าเราบ้าบอคอแตก ภาวนาไปลุ่มๆ ดอนๆ ภาวนาไปแล้วก็หลงระเริงกับความรู้ความเห็นของตน เวลามันผิดพลาดไปเจอหลวงปู่จวนกระทืบทีเดียวเท่านั้นน่ะ หูตาสว่างเลย
พรรษา ๑ พรรษา ๒ นะ โอ้โฮ! ภาวนานะ เพราะอะไร เพราะไฟแรงมาก ไฟแรงมากเพราะอยากจะบวช อยากจะบวช อยากจะประพฤติปฏิบัติ มีเป้าหมายว่าจะเข้าบ้านตาดเหมือนกัน แต่สมัยนั้นมันก็ยังคิดว่าถ้าจะเข้าบ้านตาด เราจะต้องมีสติปัญญาพอสมควร เพราะไม่อย่างนั้นแล้วท่านไล่ออก โดยกติกาที่เข้าใจกันว่า ถ้าท่านไล่ออกจากบ้านตาดแล้วจะกลับเข้าไปอีกไม่ได้เลย รักษาสิทธิ์ของตัวไว้ไง ฉะนั้น พอรักษาสิทธิ์ของตัว ก็จะศึกษา จะหาความรู้ก่อน ไปที่ไหนก็โดนหลอก โดนหลอก โดนหลอก
ตอนที่โดนหลอกมันก้ำกึ่ง ก็เหมือนกับพวกโยม เหมือนกับคำถามอย่างนี้ เรารู้ได้อย่างไรพระจริงหรือพระปลอม เรารู้ได้อย่างไรล่ะ เพราะว่าเราบวชเป็นพระเราก็ไม่มีวุฒิภาวะจะไปรู้อะไรได้เหมือนกัน แต่เห็นไง โอ้โฮ! เห็นพระมานี่ โอ้โฮ! ห่มผ้าสีกรักอย่างนี้ ไม่ใส่รองเท้าอย่างนี้ โอ้โฮ! ถือเคร่งอย่างนี้ ไปกับเขาหมดเลย ไม่ใส่รองเท้า เราก็เคยไม่ใส่รองเท้าไปกับเขานะ เพราะอะไร เพราะไปกับเขา ไปเดิน อู้ฮู! ฝ่าเท้านี่ร้อนมาก ไม่ใส่รองเท้า เคร่งครัดนัก แต่พอไปแล้วไม่ใช่ ไม่ใช่ก็สละทิ้ง สละทิ้งมาตลอด
แล้วทีนี้พอไม่ใช่ก็มาศึกษาตามตำรา ศึกษาด้วยความรู้ของตน ถ้ากิเลส ถ้าอวิชชาดับจะเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่มีอวิชชาคือไม่มีกิเลส ก็เข้าใจผิดไง เวลาทำสมาธิมันก็เป็นสมาธิได้ไง เออ! นี่กิเลสมันหลอก ไม่มีกิเลส แล้วพระอรหันต์อยู่ไหนวะ เรียกร้องเอาพระอรหันต์ ไปหาคนนู้น หาคนนี้ มีใครตอบได้ล่ะ กำลังบ้าบอคอแตกเลย ไปทางอีสาน พระบอกว่า ถ้าเอ็งมาอีสาน เอ็งไม่ไปภูทอก เอ็งไม่ถึงอีสานไง ก็เข้าไปภูทอก
เวลาหลวงปู่จวนท่านเทศน์ไง ท่านเทศน์เลย “กิเลสอย่างหยาบๆ ของท่านสงบตัวลง กิเลสอย่างกลางๆ ในหัวใจท่านมหาศาล กิเลสอย่างละเอียดท่านไม่เห็นมันหรอก มันครอบหัวท่านอยู่นั่นน่ะ”
เออ! จริงเว้ย จริงเพราะอะไร เพราะเราคิดว่ามันไม่มีไง เพราะเวลาจิตสงบแล้วมันไม่มีกิเลส ก็ความเห็นของวัยรุ่นไง ความเห็นของเด็กๆ ไง เราเป็นคนดี เรานั่งเฉยๆ เราก็ไม่ผิดไง เราไม่ทำอะไรผิดเลย แต่ผิด เพราะเอ็งนั่งอยู่นี่ผิด เพราะเอ็งนั่งอยู่นี่แล้ว เอ็งเสียที่นั่งของคนอื่นไปแล้ว เอ็งอยู่นี่ปั๊บเดี๋ยวเอ็งต้องขับต้องถ่าย มันวุ่นวายไปหมดน่ะ
เอ็งนั่งเฉยๆ ก็ผิด แต่ตอนนั้นไม่รู้ คิดว่านั่งเฉยๆ เป็นคนดี ไม่ไปยุ่งกับใครเลย แล้วพระอรหันต์อยู่ไหนล่ะ นี่คือความเข้าใจผิดของเรา ฉะนั้น พอเข้าใจผิด แล้วจะดูอย่างไรล่ะ
แล้วพอไปถึงไปภูทอก เวลาท่านเทศน์ ท่านกระทืบทีเดียวเท่านั้นน่ะ ตั้งแต่นั้นมาไม่ไปไหนอีกแล้ว กูอยู่นี่แหละ จนเครื่องบินตก เครื่องบินตกก็เข้าบ้านตาด
แต่เข้าไปแล้วนะ ชุมชนมันยิ่งใหญ่ ชุมชนมันมาก นักปราชญ์ราชบัณฑิตมันเยอะ เขี้ยวมันมาก เราก็หลบหลีกๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับท่าน ถึงเวลาพูดนะ กูภูมิใจฉิบหายเลย กูเกิดมาแล้วกูมีอาจารย์ เออ! อาจารย์กูเก่ง อาจารย์กูรู้จริง อาจารย์กูสอนได้ แต่ที่แล้วๆ มาไป อู้ฮู! โดนหลอก โดนปลิ้นปล้อน มันขโมยศรัทธา ขโมยความไฟแรงของเราไปไง
เวลาเราพูด เวลาเราพูดถึงว่าการผิดพลาดในการประพฤติปฏิบัติ เวลาคนเขาถาม “หลวงพ่อพูดทำไม”
ก็พูดเพื่อเอาหัวใจของเขาไว้ในตัวของเขา อย่าให้ใครหลอก อย่าให้ใครขโมยศรัทธาของเราไป อย่าให้ใครขโมยความเชื่อมั่นของเรา ความปรารถนาดีของเราเอาไป เราต้องเอาไว้ในใจของเรา แล้วเราหาความจริงของเราเพื่อฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา
แล้วพอเจอครูบาอาจารย์ เวลาไปเจอความจริง ปฏิบัติน่ะ ทีนี้เราเองต่างหากที่ทำเข้าสู่ความจริงไม่ได้ เวลามีสิ่งใดที่เกิดขึ้นไม่โทษใครเลย โทษความบกพร่องของเรา โทษความกระทำของเราผิดพลาด ถ้าความกระทำของเราถ้ามันถูกต้อง มันก็ถูกต้องของเราไง
หลวงตาพระมหาบัวขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง ท่านบอก เราก็มีของเรา เราพอปฏิบัติไป เราก็เข้าใจว่าเป็นความถูกต้องของเรา เรามีของเรา
ของเรา ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของธรรม มันเลยผิดไง มันผิดตอนที่ว่าเป็นของเรา เรารู้เราเห็น เวลาขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ ผัวะ! หงายท้อง
เพราะอะไร
เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านก็บอก เวลาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นน่ะ ท่านก็เถียงเต็มที่เลย เถียงเพราะเราก็มีของเรา คำว่า “มีของเรา” คือเราปฏิบัติไปแล้วเราจะรู้จะเห็นของเรา
ของเรา ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า
ถ้าเป็นสัจธรรมเป็นความจริงของพระพุทธเจ้า เงียบ ใช่
แต่ถ้าเป็นของเรา อีโก้ โอ้โฮ! มันยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่แบบนั่งนิ่งๆ นี่แหละ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เป็นคนดี
ดีอะไร เอ็งนั่งอยู่นั่นกีดขวางเขา เกะกะเขา เสียพื้นที่ของเขาด้วย แล้วเอ็งก็ไม่เป็นธรรมด้วย
นี่พูดถึงจะบอกว่าคำถามไง วิธีการเบื้องต้นที่จะดูพระอย่างไร
วิธีการเบื้องต้น ถ้าจะดูพระนะ ก็กล้องไง กล้องขยายที่ดูพระ เอ็งจะเอาพระเครื่องหรือเอ็งเอาพระมีชีวิต
ถ้าพระเครื่อง โอ้โฮ! เขาดูเลยนะ รุ่นไหนนะ ปลอมหรือไม่ปลอมนะ เขาดูพระ เขาใช้กล้อง แล้วประสบการณ์ของเขา ประสบการณ์ของเซียนพระ
เซียนพระๆ มันยังหลอกกันเลย เซียนพระๆ มันยังดูผิดเลย เซียนพระโดนหลอกมาเยอะ เซียนพระๆ จะบอกว่า ประสบการณ์ของเขาโดนหลอกมาทั้งนั้นน่ะ เซียนพระก็ผิดพลาดมาทั้งนั้นแหละกว่าเขาจะเป็นเซียนพระ นี่เอ็งดูพระเครื่องนะ แล้วถ้าเอ็งจะดูพระจริงๆ โอ้โฮ!
ฉะนั้น เวลาเรามีศรัทธาที่ไหน ศรัทธาเรานะ สติปัญญาเราอ่อนด้อย เรามองไม่ออกหรอก เรามองไม่รู้หรอก ในพระพุทธศาสนา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เสียง จีวรเศร้าหมอง นี่เป็นสินค้าหมดเลย พระพุทธเจ้าพูดไว้ในพระไตรปิฎกไง
ไอ้ห่มผ้าสีคล้ำๆ ไอ้ดูเศร้าหมองนั่นน่ะ มันเป็นการดึงศรัทธาไง ไอ้เสียงเพราะๆ “เจริญพร เจริญพร” ติดกันไปหมดเลย แล้วเอ็งรู้ได้อย่างไร
ถ้าอย่างนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าเราไม่เข้าใจ แล้วเราศรัทธา เราเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา แต่เวลาไปเจอรูปแบบอย่างนั้นน่ะ เราก็หลงระเริงไปแล้ว เพราะอะไร เพราะเราไม่รู้ เรามีกิเลสไง
แต่สำหรับครูบาอาจารย์ สำหรับเรานะ สภาพแบบนี้ถ้าเขาใช้สอยหรือเขาใช้การออดอ้อนอย่างนี้ รู้ได้เลย นี่มารทั้งนั้นน่ะ กิเลสทั้งนั้นน่ะ
แต่ถ้าเป็นธรรม หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่เคยออกมาเผชิญโลก
ที่ไหนมีศรัทธา ที่นั่นมีเหยื่อ
ที่ไหนมีเหยื่อ ที่นั่นมีนักล่า
ไอ้พวกนักล่าล่าศรัทธา ล่าหัวใจของสัตว์โลกมหาศาล
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรานะ เมตตา แล้วพยายามฝึกเขา ฝึกเขาให้มีสติปัญญาขึ้นมา แล้วพอมีสติมีปัญญาขึ้นมามันจะเท่าทันอารมณ์ โอ้โฮ! เมื่อก่อนเราเชื่ออย่างนี้เนาะ เมื่อก่อนเราเห็นอย่างนี้ อู้ฮู! เราชื่นชมมากเลย
เดี๋ยวนี้นะ เวลาหลวงตาท่านเทศน์พระไง โกนคิ้ว โกนผม ห่มผ้าเหลือง กราบผ้าเหลืองๆ ผ้าเหลืองในร้านขายสังฆภัณฑ์เยอะแยะไปหมด แต่มันต้องมีสติมีปัญญาสิ มีสติปัญญานี่แหละพ้นจากความเป็นเหยื่อ ถ้าเรามีสติของเรา มีปัญญาของเราไง ถ้ามีสติปัญญาของเรา
นี่วิธีการดูพระไง วิธีการดูพระ เห็นไหม แล้วดูพระดูไปทำไม เพราะอะไร
เพราะว่ามีหลายคนมากที่เห็นพระ เพราะว่าเขาอยู่ในวงจำกัดนะ เราอยู่ในพื้นที่ใด เราอยู่ในพื้นที่ใดนะ แล้วเรามีพระอยู่ข้างบ้าน แล้วพระปฏิบัติผิดชอบชั่วดี คนข้างวัดมันจะรู้มันจะเห็น
แล้วเวลาคนที่เข้าไปอยู่ในวัดจะรู้จริตนิสัย ศีลจะรู้ได้ต่อเมื่ออยู่ด้วยกัน ๕ ปี ๑๐ ปีเห็นหมดน่ะ ธรรมจะรู้ได้ตอนพูดนี่ ธรรมคือเวลาตอนเจรจา พูดออกมานั่นน่ะคือสติปัญญา เวลาพูดออกมาโง่เขลาเบาปัญญาขนาดไหน การพูดมันฟ้อง
แต่ถ้าคนฉลาดนะ คนที่มีธรรมนะ เขาพูดตรงไปตรงมา เขามีสัจจะ พูดคำเดียว พูดคำเดียวคำนั้นเป็นความมหัศจรรย์ แล้วเราเข้าใจไหม
พูดคำเดียวก็...
“โอ้โฮ! มาตั้งไกลเลย อาจารย์ไม่เห็นเจรจาบ้างเลย ไม่เห็นพูด”
ไอ้นั่นมันฟุ่มเฟือย ไอ้นี่มันออเซาะ ไอ้นี่มันจะเข้าสู่กิเลสแล้ว แต่เราชอบไง
นี่ดูพระอย่างไรไง
ดูพระเพราะเราชอบอย่างนั้น เราชอบพระอย่างนั้นโดยความเข้าใจของเราว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เขาไปวัดไปวา สัทธาจริต ทางอีสาน เขาไม่ไปยุ่งกับพระเลยนะ พระอยู่ส่วนพระ โยมอยู่ส่วนโยม แต่ทำงานร่วมกันในวัดนั่นแหละ แล้วหน้าที่ของเขา เขาไม่ให้บกพร่องเลย เพราะอะไร เพราะเขาเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาเคารพบูชาของเขา ไม่ต้องให้ใครมาตรวจ ไม่ต้องให้ใครมาจ้ำจี้จ้ำไชๆ เขาเคารพในหัวใจของเขา เขาทำในหัวใจของเขา
ถ้าเจอพระดี แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ นี่คำถามไง เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ
ฉะนั้น สิ่งที่ความผิดพลาดของพระ พระทำประพฤติผิดวินัยเสียเอง ในสมัยพุทธกาลเยอะแยะไปหมด มันเยอะแยะไปหมด มันด้วยวุฒิภาวะ
เวลาลูกศิษย์กรรมฐานนะ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ท่านบอกว่า ในประวัติของหลวงปู่สิม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการแม่จากดาวดึงส์ลงมาราชคฤห์ โอ้โฮ! คนเต็มเลย หลวงปู่สิมท่านก็อยู่ที่นั่น หลวงปู่มั่นท่านก็อยู่ที่นั่น เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว
เวลามันเห็นสภาพแบบนั้นมันมีศรัทธา มีความเคารพ ตั้งเจตนาสร้างคุณงามความดีมาๆ ทั้งๆ ที่ถ้าอยู่ที่นั่นนะ ก็ต้องมีคุณงามความดีแล้วถึงได้อยู่ที่นั่น เพราะสหชาติ การเกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสนยาก แล้วเกิดแล้วเคารพศรัทธาไหม อย่างเช่นเทวทัต เทวทัตก็เกิดร่วม ทำไมทำความเสียหายมากมายมหาศาล
ในพระไตรปิฎกนะ ฉัพพัคคีย์ สัตตรสวัคคีย์ ภิกษุ ๗ องค์ ภิกษุ ๑๓ องค์ เป็นต้นเหตุแห่งบัญญัติ อนุบัญญัติมากมายมหาศาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามอย่างนี้ มันก็แฉลบออกไปทางนู้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนุบัญญัติๆ ก็แฉลบไป จน ๒๐,๐๐๐ กว่าข้อ วินัยนี่ แล้วถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้นะ ยังมีวินัยอีกนะ พระห้ามถือโทรศัพท์ พระห้ามเล่นไลน์ มาเลย เพราะสมัยนั้นมันไม่มี ถ้ายังมี อีกมากมาย
ฉะนั้นว่า จะดูพระจะดูอย่างไร ทีนี้ว่าพระเก๊ พระเทียม
มันเป็นอาชีพของเขา เขาหวังอย่างนั้น ในวงการพระๆ พระที่ดีก็มี แต่นี่แบบว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ปริยัติศึกษาแล้วให้ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติแล้วสอนตนเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยสอนผู้อื่นไง
แต่เวลาภาคทฤษฎีศึกษามาเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็สอนเขา แต่ตัวเองเชื่อไหม ตัวเองเห็นกรรมไหม ตัวเองเห็นผิดเห็นถูกไหม ถ้ามันเห็นผิดเห็นถูก อะไรถูกอะไรผิดไง แล้วผิดถูกอย่างไร แล้วเวลาปฏิบัติไปเห็นกิเลสเห็นอย่างไร ถ้าเห็นกิเลสแล้ว นี่มันต้องสอนตนให้ได้ก่อนไง
สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ให้สอนตน ไม่ใช่สอนคนอื่น
แต่ที่เวลาสอนคนอื่นมันเป็นข้อเท็จจริง เป็นความจำเป็น นี่เป็นเรื่องกระแสของโลก กรรมฐานๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านพยายามให้สอนตัวเองให้ได้ แล้วหลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง
ไอ้นี่พูดถึงว่า พระฝ่ายภาคปริยัติเขาศึกษามาแล้ว เขาทำคุณงามความดีเผยแผ่ธรรมมาแล้ว สุดท้ายแล้วเขาก็ผิดพลาด เขาก็มาเสียบั้นปลาย
ในวงกรรมฐานมันเสียตั้งแต่เริ่มต้นนู่นแหละ ทำสมาธิไม่เป็นไง ทำสมาธิไม่เป็น ภาคทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ สอนตนไม่ได้ ถ้าสอนตนได้มันจะไม่พูดผิดพลาดเรื่องการทำความสงบของใจ เรื่องสัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ ไม่ใช่ละเมอเพ้อพก ไม่ใช่ภวังค์ ไม่ใช่ว่างๆ ไม่ใช่ไม่ต้องทำอะไรเลย ไอ้พวกนั้นไอ้พวกกรรมฐาน ไอ้พวกพุทโธๆ ไอ้พวกนี้เป็นพวกทุกข์นิยม ไอ้พวกที่ว่าไม่มีอำนาจวาสนาบารมี ไอ้เราเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน เราไอ้พวกขุนนาง ไอ้พวกนางฟ้า ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม
เอ็งเชื่อหรือ มันมีความจริงอยู่หรือ
ถ้าเป็นความจริงนะ เขาไม่เชื่อหรอก ไม่เชื่อเพราะอะไร กาลามสูตร พระพุทธเจ้าสอนไว้ ห้ามเชื่อ ห้ามเชื่อ เข้าไปใกล้เดี๋ยวก็รู้
โดยธรรมชาตินะ ร่างกายมนุษย์ขับของเสียออกจากร่างกาย ของเน่าของเหม็นทั้งนั้นน่ะ เราอยู่ข้างๆ เดี๋ยวก็กลิ่นโชยมา
แล้วเอ็งเชื่อหรือ
ในวงกรรมฐานนี่แหละ อย่าไปโทษแต่ฝ่ายปกครองเขา ฝ่ายปกครองเขาจะผิดก็เพราะเขาไม่ได้สอนตนเอง ไอ้พระกรรมฐานสอนตัวเองโดยข้อเท็จจริงเลย เอ็งโกหกตัวเองไหม เอ็งทำอะไรผิดพลาดไหม ทีต่อหน้าล่ะพูดธรรมะ ลับหลังล้วงกระเป๋าเชียวนะมึง
หลวงตาเวลาท่านพูดนะ ทั้งหลวงปู่มั่น ทั้งหลวงตา ท่านเศร้าใจทั้งนั้นน่ะ เพราะทำไม เพราะครอบครัวกรรมฐาน ในครอบครัวของแต่ละบุคคลนะ เรามีลูกมีหลาน ลูกหลานเราจะดีทุกคนไหม ลูกหลานเราจะถูกต้องชอบธรรมทุกคนไหม แล้วเราเป็นทุกข์เป็นยากนะกับไอ้ลูกหลานของเราที่ว่าไม่เท่าทันสังคมเอย สติปัญญาอ่อนด้อยเอย เราเป็นห่วงเป็นใยมันไหม
หลวงปู่มั่นลูกศิษย์ท่านมากมายมหาศาล ท่านถึงพูดไว้ไง ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง ไอ้พวกที่เดินตาม ไอ้พวกที่เคารพบูชามีส่วนน้อย
หลวงปู่มั่นพูดไว้เลย ท่านเห็นอนาคตหมดน่ะ แต่ก็จำเป็นจะต้องทำขึ้นมาให้ชาวพุทธได้เห็นข้อเท็จจริง มันถึงเป็นบุญเป็นอำนาจวาสนา เราถึงได้พูดว่าเรามีบุญมาก เราเกิดมาทันครูบาอาจารย์ของเรา แล้วภาษาเรานะ ตอนเราอยู่กับท่านนะ ท่านสับเราเละตุ้มเป๊ะเลย
ถ้าเป็นทางโลกนะ จะนั่งร้องไห้อยู่นี่ อาจารย์ไม่รักเลย ไม่เคยบอกเลยคนนี้เป็นคนดี คนนี้เป็นลูกศิษย์เรา ไม่เคย มีแต่ใส่เปรี้ยงๆ เลย เอ็งมาจากไหน เอ็งสะเพร่า เอ็งไม่มีความหมาย เอ็งคนไร้สาระ เอ็งคนไม่เอาไหนเลย โดนด่าทุกวัน วันหนึ่งไม่รู้กี่รอบ แต่เราเคารพบูชา เพราะสิ่งนั้นทำให้เราตื่นตัวขึ้นมา
สิ่งนั้นที่เราพูดตั้งแต่ทีแรกนี่ไง เวลาทำความสงบของใจถูกหรือผิด
มันเศร้านะ ถ้ามันผิดนะ มันจะเป็นดินพอกหางหมู มันจะผิดหนักไปเรื่อยๆ
ดินพอกหางหมู ถ้าดินก้อนมันเล็ก มันก็มีน้ำหนักน้อย ถ้าดินก้อนมันใหญ่ขึ้น น้ำหนักมันก็ถ่วงมากขึ้น ไอ้ว่างๆ ว่างๆ ไอ้ที่ว่าไม่ต้องทำสมาธิกันเลยนั่นน่ะ นั่นล่ะมันพอกไปด้วยความเห็นผิด มันพอกเข้าไปด้วยภวังค์ทั้งนั้นน่ะ แล้วมันยิ่งพอกนะ มันยิ่งถลำลึกไปเรื่อยๆ
แล้วแก้อย่างไร แก้อย่างไร แก้ไม่ได้ แล้วไม่ต้องแก้ เพราะนี่คือการบรรลุธรรม
ยังอีกเยอะนัก
เพราะแก้จิตแก้ยากนะ ทำไมหลวงปู่มั่นท่านบอกแก้จิตแก้ยากนะ ลูกศิษย์ลูกหาให้ปฏิบัติมา ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ
แล้วมันได้แก้กันไหม มันจะแก้หัวใจเพื่อเตลิดเปิดเปิงจะไปล้วงกระเป๋าเขานู่นน่ะ มันเป็นเรื่องที่เศร้า
นี่พูดถึงว่าดูพระนะ นี่เขาถามเรื่องดูพระ ดูพระจะดูอย่างไร นี่ข้อที่ ๑. เราจะมีวิธีเบื้องต้นอย่างไรในการดูพระว่าท่านเป็นผู้ทรงศีลและเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
กาลเวลา อยู่ใกล้ชิด กาลเวลาจะพิสูจน์ วันนี้เคร่งขรึมน่าเคารพบูชา ๒–๓ ปีไปเละหมดน่ะ เพราะกิเลสในใจมันทนไม่ไหว แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญานะ ศีล สมาธิ ปัญญาครอบงำมันไว้ แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้ได้ให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา
ในเบื้องต้นให้สังเกต กาลามสูตรอยู่แล้ว
แล้วมีลูกศิษย์ลูกหาของเรามากมายบอกว่าอยากจะทำบุญ พระก็รู้ก็เห็นเพราะมันข้างบ้าน แล้วใกล้ชิดจะรู้หมดว่ามันไว้ใจได้หรือไว้ใจไม่ได้
เราบอกว่าให้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ที่ทำบุญนี้เราทำบุญเพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
บางคนที่เขาเป็นนักปราชญ์นะ เขาสวดอิติปิโสเลย สวดอิติปิโส อย่างเช่นเราอธิษฐานก็สวดอิติปิโส เช่น สิ่งที่ข้าพเจ้าจะถวายนี้ ข้าพเจ้าจะถวายพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าจะถวายพระพุทธเจ้า ถวายพระธรรม ถวายพระอริยสงฆ์ที่ดีงาม ข้าพเจ้าปรารถนามาก แต่ในปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ไง ไม่มีสงฆ์ที่น่าไว้วางใจได้ ก็อธิษฐานแล้วใส่บาตรไป เขาทำอย่างนี้นะ
คนที่มีสติปัญญาเขาไม่ไว้ใจพระ เขาไม่เห็นพระอยู่ในสายตาเลยนะ แต่เขาเป็นชาวพุทธ เขาอยากทำบุญ เขามาเล่าให้เราฟังเอง เราชื่นชมเลยนะว่าโยมเก่งมาก โยมใช้ได้เลย
เขาเป็นคนเล่าให้เราฟังเอง เวลาเขาตั้งใจจะทำบุญ เขาสวดอิติปิโส เขาตั้งใจทำบุญถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระที่แท้จริง แล้วก็ใส่บาตรพระอะไรก็ได้ใส่ไป เรื่องของเขา แต่เรื่องของเรา เราไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ใกล้เคียงพระที่เราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนี้ แต่เราเป็นชาวพุทธ เราอยากจะทำบุญกุศลของเรา เราระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
นี่มันจะไปเข้าในพระไตรปิฎกไง
เธอควรทำบุญที่ไหน ควรทำบุญที่เธอพอใจ แล้วจะเอาผลล่ะ ถ้าจะเอาผล ต้องถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ได้ผลอันดับหนึ่ง อันดับที่สองก็พระปัจเจกพุทธเจ้า อันดับที่สามก็พระอรหันต์ แล้วถ้าไม่มี ก็พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน อริยสงฆ์ แล้วถ้ามันไม่มีล่ะ ก็ทำสังฆทานไง เราก็เลยเห่อเหิมทะเยอทะยานทำสังฆทานกันอยู่นี่ไง สังฆทานๆ
สังฆทานมันสำเร็จด้วยหัวใจ
สังฆทานมันก็เป็นโอกาสการหาผลประโยชน์จากพระสงฆ์อีกล่ะ “สังฆทานของวัดนั้นไม่สมบูรณ์ สู้สังฆทานที่วัดฉันไม่ได้ วัดฉันเป็นสังฆทานที่แท้ วัดนั้นเป็นสังฆทานที่เทียม”
สังฆทานคือตั้งใจถวายเป็นกลาง ถวายเป็นสงฆ์ ไม่ใช่ถวายบุคคล สังฆทานอยู่ที่เจตนาของเรา เจตนาของเราจะถวายคณะสงฆ์ หรือพระสงฆ์ หรือพระอริยเจ้า แต่ยังหาสิ่งใดไม่ได้ก็ถวายสังฆทาน
“สังฆทานต้องมีครบอย่างนี้ถึงจะเป็นสังฆทาน” สังฆทานก็เลยเป็นโอกาสธุรกิจอีกแล้ว
มันจะมีอะไรก็แล้วแต่เพื่อความเป็นธรรม การแสวงหาผลประโยชน์มันก็เอาสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตปิฎก แต่มันจะไปตีความตามความเห็นของมัน ตีความตามความพอใจของตน ตีความเพื่อประโยชน์ของตน ตีความว่ากูบรรลุธรรมนะมึง ตีความว่ากูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กูตีความไง ไม่ใช่ความจริงไง
ความจริงเวลาปฏิบัติเข้าไป สัมมาสมาธิก็รู้ว่าเป็นสัมมาสมาธิ ยกขึ้นสู่วิปัสสนา คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ชัดเจนทั้งนั้น แล้วชัดเจนทั้งนั้นแล้ว นี่ไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิหารธรรม จิตใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็วิหารธรรมเหมือนกัน พระอรหันต์เหมือนกัน เป็นความจริงเหมือนกัน ทีนี้ความจริงเหมือนกันมันถึงเป็นความจริงเหมือนกัน
นี่เขาถามว่าการดูพระไง
ถ้าดูพระ ถ้าไม่แน่ใจ เราก็สิ่งที่ว่าเรากาลามสูตร ห้ามเชื่อ แต่เราดูไว้
มีหลายๆ คนเขาเคยไปอยู่กับพระ เริ่มต้นจากศรัทธาไง แล้วพออยู่ใกล้ชิดแล้วเห็นแล้วเขาก็รับไม่ได้ เขาก็มาปฏิบัติที่เรา แล้วถึงคราวงานบุญของเขา เขาบอกเขาควรไปไหม
เราบอกว่า กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
แต่ก่อนไม่เชื่อศาสนาเลย เราก็อีลุ่ยฉุยแฉก เพราะไปเห็นพระอย่างนี้เข้า เราก็ศรัทธาเขาๆ ศรัทธาเขาก็เข้าไปปฏิบัติ พอปฏิบัติแล้วไปเห็นอีลุ่ยฉุยแฉกเข้า เออ! ถอดใจเลย มาปฏิบัติมาหาเรา แล้วถึงเวลาแล้วควรไปไหม เพราะเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ มันผิด
เราบอกว่า กตัญญูกตเวที เราไปถึงความบุญคุณของเขาที่เขาชักจูงเราให้เข้ามาในศาสนา แต่ไอ้เรื่องความถูกผิดนั้นเพราะว่าปัญญามีแค่นั้นไง ความรู้มีแค่นั้น มันก็สอนอย่างนั้นน่ะ แค่พิธีปฏิบัติ แค่พิธีกรรม เอาพิธีมาตั้งแล้วก็ทำแค่เป็นศาสนพิธี
พิธีๆ อย่างนั้นน่ะ พิธีมันทำให้การปฏิบัติต้องเป็นรูปแบบ กิเลสยิ้มย่องผ่องใสเลย กิเลสมันหลอกไง นั่งสมาธิ นั่งสมาธิแล้วเป็นสมาธิ ใช้ปัญญาแล้ว จบแล้ว บรรลุธรรม
มันเอาพิธีนะ เหมือนกับการบริหารจัดการไง บริหารจัดการเสร็จรอบหนึ่งแล้วเอ็งได้อะไรล่ะ ก็ได้ส่งเอกสารแผ่นหนึ่ง แล้วงานเอ็งเสร็จหรือไม่เสร็จยังไม่รู้ เหมือนกัน
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ที่ไหนก็ได้ แล้วถ้าที่ไหนก็ได้ ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา ถ้าเป็นจริง
นี่พูดถึงว่าเราจะมีวิธีเบื้องต้นดูพระอย่างไร
ทั้งพระวัดบ้าน ทั้งพระวัดป่า เหมือนกัน กิเลสเหมือนกัน กิเลสอันเดียวกัน แต่เรากาลามสูตร แล้วเรามีสติปัญญาของเรา นี่ข้อที่ ๑.
“๒. ทำบุญอย่างไรให้ถูกต้องในทางพระพุทธศาสนา และเพื่อไม่ให้ถูกหลอกหรือตกเป็นเหยื่อของพระเก๊ พระเทียม หรือมิจฉาชีพในคราบพระ”
ทำบุญๆ มันก็อยู่ที่เจตนาของเรา ทำบุญสูงสุด เห็นไหม ให้ทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำภาวนามยปัญญาได้หนหนึ่ง
เห็นไหม แค่เรามีศรัทธาความเชื่อแล้วเรานั่งลง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ปฏิบัติบูชา การประพฤติปฏิบัติถ้าจิตมันสงบระงับ ทำทานตั้งร้อยหนพันหน ทำทาน เขาทำทานเป็นพันๆ ครั้ง เราถือศีลดีงามดีกว่าเขา ถ้าถือศีลดีงาม ทำสมาธิได้ สมาธิดีกว่าเขามากมาย นี่ไง การทำบุญในพระพุทธศาสนามันต้องใช้ตังค์ตรงไหน มันต้องใช้ทรัพยากรอะไร
ไอ้ที่ทรัพยากรๆ เพราะอะไร เพราะพวกคหบดี พวกที่เขามีฐานะเขาอยากทำของเขา ถ้าทำของเขา เขามีฐานะทำของเขา นั่นก็เป็นเรื่องของเขา
ในสมัยพุทธกาลไง นางวิสาขาขอสร้างวัดๆ หลวงตาพูดประจำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์เป็นคนคุมการก่อสร้าง เพราะอะไร เพราะสิ่งนั้นมันไม่เป็นภาระของเขา
นางวิสาขาเป็นเศรษฐีนะ เงินทองมากมายมหาศาล เขาจะสละไอ้เรื่องขี้ปะติ๋ว ไอ้ขี้เล็บของเขา ไอ้เราทุกข์จนเข็ญใจหาเงินเกือบตายจะทำแบบเขา
อยู่ที่เจตนา
ฉะนั้น เวลาของเรา วัดของเรา ไอ้เรื่องวัตถุไม่เอาทั้งนั้นน่ะ มันเป็นภาระ แล้วเวลาเป็นภาระก็จะมาแข่งขันกันชิงดีชิงชั่ว
มึงนั่งสมาธิให้กูดูสิ มึงมาปฏิบัติ เออ! หัวใจของคนสำคัญกว่า หัวใจของคนต่างหาก คนที่มันจะมีสุขหรือจะมีทุกข์ หัวใจของคนที่เปิดออกมาเขาเห็นใจของเขา พระพุทธเจ้าสถิตท่ามกลางหัวใจ เขาจะมั่นคงของเขา จะเกิดทุกข์เกิดยาก เพราะอะไร เพราะพระอรหันต์ไม่มีจะกินก็ได้ พระอรหันต์ที่ร่ำรวยมหาศาลก็ได้ แต่ความเป็นพระอรหันต์ ความปกติสุขในใจอันนั้นมันสำคัญที่สุดไง
ไอ้เรื่องบุญบาปของคนมันแตกต่างกัน แล้วมันแตกต่างกันแล้วไปดูแต่สิ่งภายนอกทำไม แต่ไอ้พวกจิตใจเลวทรามต่างหากมันอาศัยแต่สิ่งภายนอกเพื่อความสุของมันไง เพื่อความพอใจของมันไง
แต่ถ้าเป็นธรรมนะ อยู่คนเดียวก็พอใจ นั่งคนเดียวก็มีความสุข ไม่ต้องมีใครเข้ามาใกล้มันก็มีความสุขไง
ไอ้กิเลสไม่ได้ ไม่มีรถนำทางไปไม่ได้ ไม่มีใครเดินล้อมหน้าล้อมหลังขยับไม่ได้ ไปไหนต้องกางฉัตรเลยล่ะ ไร้สาระมาก นั่นแหละกิเลสตัวหยาบๆ
ฉะนั้น ควรทำบุญที่ไหน ควรทำที่เธอพอใจ ทำด้วยเจตนาของเรา แล้วจะดีจะชั่วมันกรรมของสัตว์ เพราะว่าสิ่งอย่างนี้ ในวงการปฏิบัตินะ เราเห็นได้นะว่า โอ้โฮ! เขามีความสงบเสงี่ยม เขามีความน่าเคารพบูชาทั้งนั้นน่ะ
ลองไปคุยกับเขาสิ “อาตมายังขาดแคลนนั้นนะ อาตมาสร้างก็ยังไม่เสร็จเลยนะ”
โอ๋ย! วิ่งหนีเลย มึงจะเอาแต่ตังค์อย่างเดียว ยังไม่ได้อ้าปาก อ้าปากมันบอกจริตนิสัยเลย อยู่ด้วยกันจะเห็นหมด
แต่ถ้าเป็นธรรมนะ อย่างไรนะ เราทำเพื่อความเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา แล้วความเจริญงอกงามในใจของตน สติปัญญาความรู้สึกนึกคิดของคน ศรัทธาไทยไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติวินัยทุกข้อ ต้องกดและเหยียบย่ำไอ้พวกพญามาร ไอ้พวกมารที่ทำความชั่ว แล้วต้องส่งเสริมคนที่ดี
ธรรมและวินัยทุกข้อ กดสิ่งที่ควรกด ส่งเสริมสิ่งที่ควรส่งเสริม ธรรมและวินัยนี้เพื่อเหตุนี้ทั้งนั้น แล้วเพื่อเหตุนี้ เห็นไหม
สอนตนเองไม่ได้ไง เวลากิเลสมันแผลงฤทธิ์ขึ้นมาไง แล้วกรณีอย่างนี้มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เพราะสมัยพุทธกาลก็คนมีกิเลสมาบวชพระ ในสมัยปัจจุบันนี้ก็คนมีกิเลสมาบวชพระ ถ้าบวชแล้วถ้ามีอำนาจวาสนา ไม่หลอกตนและไม่หลอกผู้อื่น
หลอกตน ตนน่ะรู้อยู่แก่ใจ หัวใจนี้รู้อยู่เต็มหัวอก คิดอะไรมันรู้ ไม่รู้มันจะทำหรือ สุดท้ายยังพลิกแพลงอีกนะ มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง เวลาพูดน่ะพูดธรรมะ เวลาทำ โอ้โฮ! พิธีปฏิบัติ ความจริงอยู่ไหน
นี่พูดถึงวิธีการดูไง
เรามีสติมีปัญญาของเรา ดูพระๆ ถ้าดูพระเครื่องเขาใช้กล้อง แต่ถ้าจะดูพระจริง เขาใช้ความคุ้นเคย ความใกล้ชิด วินัยจะรู้ได้เมื่ออยู่ใกล้กัน ธรรมจะรู้ได้ตอนโอภาปราศรัย ทำอย่างไรก็ไม่ลวงเราให้ตกไปทางที่ชั่ว มันเป็นไปไม่ได้
แต่ถ้ามันเป็นชักจูงนะ ชักจูงไปแต่เรื่องจี้ เรื่องปล้น เรื่องชิงดีชิงชั่ว เรื่องปรารถนา เรื่องขวนขวายความยิ่งใหญ่ เฮ้ย! กูกลับบ้านดีกว่า เพราะทางโลกมีเยอะแยะ
แต่ครูบาอาจารย์เรานะ ให้สละ แล้วให้ดูแลพ่อแม่ ให้ดูคนทุกข์คนจน ให้ดูคนจนเข็ญใจ ไอ้คนที่เขามั่งมีศรีสุข เราคิดว่าเขามั่งมีศรีสุขหรือ
เราอยู่กับครูบาอาจารย์นะ ท่านถามเราเลย “เอ็งเคยเห็นคนมามีความสุขไหม”
ใครมาหาท่านนะ มีแต่ อู๋ย! ทุกข์มากอาจารย์ ทุกข์อย่างนั้น ทุกข์อย่างนี้
ท่านถามเราเลยล่ะ เอ็งเคยเห็นไหมที่ใครมาหาเราแล้วบอกว่ามีความสุข
เราดูแลเขา เราดูแลหัวใจของคน หัวใจของคนที่ทุกข์ที่ยาก ไอ้เรื่องปัจจัยเครื่องอาศัยภายนอกมันอยู่ที่อำนาจวาสนาบารมี
พระก็เหมือนกัน ทีนี้พอเหมือนกันแล้วมันก็พยายามจะสร้างภาพกันไง เพราะการพยายามจะสร้างภาพ พยายามหาทรัพยากรกันอยู่นี่ มันถึงเป็นการพยายามทำให้ตัวเองผิดพลาด
เราไปไหนก็ได้ ไปรถเมล์ก็ได้ เดินก็ได้
หลวงตาพูดประจำ ไม่มีเท้าใช่ไหม เดินไม่เป็นหรือ เดินเป็นต้องไปอาศัยใคร ทำไมพระมันวุ่นวายขนาดนี้วะ
โอ้โฮ! เวลาท่านด่า แต่เบื้องหลังท่านก็ดูแลหมดนะ เพียงแต่ว่าท่านด่ากิเลสในใจเราต่างหาก ไม่ใช่ว่าท่านด่าอย่างนี้แล้วท่านไม่สนใจพระ ไม่ใช่ เพราะถ้าไปพูดแล้วมันจะเห่อเหิม แล้วเห่อเหิมไม่ใช่เห่อเหิมธรรมดานะ “หลวงตาบอกให้กูทำอย่างนี้”
อู้ฮู! ตายเลย
หลวงตาตีหัวก่อน แต่เบื้องหลังท่านก็ดูแลของท่าน บวชเป็นพระแล้วเราไม่มีพ่อไม่มีแม่ พระไม่ดูแลกัน ใครจะดูแล แต่การดูแลต้องดูแลให้เป็นธรรม อย่าดูแลให้เป็นมหาโจร ส่งเสริมให้ไปแต่ความชั่วร้าย
ต้องส่งเสริมให้เป็นความดีงาม ให้มักน้อย ให้สันโดษ ให้ดูแลจิตของตนให้ได้ แล้วถ้าดูแลจิตของตนให้ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งต่อเป็นรุ่นๆ มา เราภูมิใจหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ท่านไม่ใช่เฉพาะตัวท่าน
เกจิอาจารย์แต่ละวัดไปสิ พอเกจิอาจารย์องค์นั้นตายแล้วจบ หลวงปู่มั่นท่านสร้างธรรมทายาท สร้างให้หัวใจลูกศิษย์ท่านเป็นธรรม เป็นเพชรน้ำหนึ่ง
หลวงตาพระมหาบัวว่า หลวงปู่มั่นเป็นโรงงานผลิตพระอรหันต์ โรงงานผลิตพระอรหันต์ ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเป็นพระอรหันต์
ความว่าเป็นพระอรหันต์มันบริสุทธิ์ผุดผ่องนะ จะเอาขี้เอาเยี่ยวอะไรไปรดราดท่าน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ แต่ภาพข้างนอกเป็น เอาขี้เอาเยี่ยวไปรดท่านก็รดแต่ที่ผิวกาย แต่จะเรื่องไปให้หัวใจท่านหวั่นไหวไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้
เราจะบอกว่า หลวงปู่มั่นท่านสร้างบุคลากรเป็นรุ่นๆๆ มาจนมาถึงหลวงปู่เจี๊ยะ ไปถึงหลวงตาที่เราได้พบมา เราถึงบอกว่าเราเกิดมาโคตรมีบุญเลย แล้วมีบุญแล้วนะ ไม่ทอดทิ้ง ไม่โยนบุญเราทิ้ง เราถึงได้ไปศึกษาอยู่กับท่าน
แต่ถ้าเรา เราก็เห็นท่าน แต่เราวิ่งหนี เรากลัวไง เรากลัวโดนด่า เรากลัวเสียหน้า เราจะรักษาหน้าเราไว้ว่าท่านชื่นชมๆ แต่เราอยู่กับท่านนะ ท่านกระทืบเกือบตาย กระทืบแล้วกระทืบอีก กระทืบเพื่อให้เรามีสติ กระทืบเพื่อความดีงามในตัวของเราเอง ให้เรารู้สึกมีสติมีปัญญากับตัวของเราเอง ให้ทันกิเลสในใจของเรา เอวัง